รู้จัก “มดลูกทะเล” ชมป่าชายเลนเขียวขจี ที่ศูนย์ฯ สิรินาถราชินี

“ป่า” คือบ้านหลังใหญ่ของสิ่งมีชีวิต เป็นทั้งที่พักพิง ที่หลบภัย ที่ให้อาหาร ไม่ว่าจะเป็นป่าดงดิบ ป่าสน ป่าเบญจพรรณ หรือป่าไหนๆ ก็ล้วนแล้วแต่มีความคุณค่าไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน และป่าอีกชนิดหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน ก็คือ “ป่าชายเลน” ป่าไม้ชายฝั่งทะเลที่ประกอบไปด้วยพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์หลายชนิด อีกทั้งยังเป็นแหล่งพลังงาน แหล่งอาหารของสัตว์น้ำ แหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน และช่วยรักษาความสมดุลของระบบนิเวศชายฝั่งและใกล้เคียงโดยเฉพาะหญ้า ทะเล และปะการัง

ป่าชายเลนในประเทศไทยนั้นมีอยู่หลายแห่งด้วยกัน แต่ที่เราจะมาเยี่ยมชมกันในวันนี้ คือที่ “ศูนย์เรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินี” ในตำบลปากน้ำปราณ อำเภอปราณบุรี จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ ที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ถึง 786 ไร่ เขียวขจีไปด้วยพรรณไม้ป่าชายเลนที่ขึ้นกันอยู่ชุกชุม

ก่อนที่ป่าจะอุดมสมบูรณ์เช่นวันนี้ แต่เดิมป่าชายเลนของปากน้ำปราณเคยตกอยู่ในสภาพเสื่อมโทรมอย่างหนัก สาเหตุมาจากการทำนากุ้งจนทำให้ดินเสีย ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเสื่อมโทรมของป่าชายเลนแห่งอื่นๆ เช่นกัน จนเมื่อปี 2539 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินมาที่วนอุทยานปราณบุรี และทรงมีความห่วงใยต่อสถานการณ์ป่าชายเลนบริเวณปากน้ำปราณบุรี ทำให้กรมป่าไม้ยกเลิกการต่อใบอนุญาตการใช้พื้นที่ป่าชายเลนในบริเวณดังกล่าว

จากนั้นจึงเริ่มปลูกป่าชายเลนขึ้นอย่างจริงจังในปี 2540 โดยความร่วมมือของชาวชุมชนปากน้ำปราณและบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ด้วยการเลือกพันธุ์ไม้ให้เหมาะสมกับพื้นที่และปลูกป่าชายเลนขึ้นมาตามโครงการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติซึ่งในช่วงแรกต้นไม้มีอัตราการเจริญเติบโตน้อยมากเพราะยังไม่มีตะกอนดินสะสมมากนัก และยังมีสารเคมีจากการทำนากุ้งตกค้างอยู่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ต้นไม้เริ่มมีการเจริญเติบโตเร็วขึ้น มีรากหาอาหาร รากค้ำยัน และรากอากาศเพิ่มขึ้น และในปี 2547 ได้พัฒนาแปลงปลูกป่าชายเลนบางส่วนให้เป็นศูนย์ศึกษาระบบนิเวศป่าชายเลน และห้องเรียนรู้เกี่ยวกับทรัพยากรป่าชายเลน โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานชื่อว่า “สิรินาถราชินี” จนมาถึงปัจจุบัน นากุ้งเสื่อมโทรมจึงได้กลายเป็นป่าชายเลนอันอุดมสมบูรณ์ ระบบนิเวศป่าชายเลนฟื้นกลับคืนมาอีกครั้ง

ที่ศูนย์ฯ สิรินาถราชินีนั้นเปรียบความสำคัญของป่าชายเลนเสมือนเป็น “มดลูกของทะเล” เพราะเป็นทั้งแหล่งกำเนิด แหล่งอาศัย แหล่งอนุบาล และเป็นแหล่งอาหารตามธรรมชาติของสรรพชีวิตในห่วงโซ่อาหาร เหมือนมดลูกของมารดาที่โอบอุ้มบุตรในครรภ์ให้อบอุ่นปลอดภัย ก่อนที่จะออกไปเผชิญกับโลกภายนอก เมื่อเปรียบเทียบเช่นนี้จึงทำให้เห็นภาพความสำคัญป่าชายเลนได้อย่างชัดเจนทีเดียว

เมื่อมาเยือนศูนย์ฯ สิรินาถราชินี จุดแรกที่เราจะเข้าชมก็คือ “เรือนโปรงขาว” ห้องโถงที่ใช้เป็นสถานที่สำหรับปูพื้นฐานให้ทุกคนได้รู้จักกับป่าชายเลนแห่งนี้ผ่านวีดิทัศน์ บอกเล่าเรื่องราวตั้งแต่ครั้งยังเป็นพื้นที่เสื่อมโทรมจากการทำนากุ้ง เรื่อยมาถึงการพลิกพื้นผืนดินจนกลายเป็นป่าชายเลนอันอุดมสมบูรณ์อย่างทุกวันนี้ นอกจากนั้น ใน “เรือนโกงกาง” อาคารไม้หลังใหญ่ ก็ยังจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์เล็กๆ จัดแสดงเรื่องราวต่างๆ ของป่าชายเลน รวมไปถึงวิถีชีวิตของคนในชุมชนปากน้ำปราณ ทั้งในเรื่องของประวัติศาสตร์เมืองปราณบุรี และการจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ในครัวเรือนในอดีต เครื่องมือประมงท้องถิ่นของชาวบ้านปากน้ำปราณ รวมถึงการพลิกฟื้นคืนชีวิตป่าชายเลนปากน้ำปราณจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

ในส่วนของเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนนั้นมีหลายจุดด้วยกันที่น่าสนใจ โดยสามารถเดินตามเส้นทางตามรอยรับเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินในพิธีน้อมเกล้าฯ ถวายผืนป่า 1,000,000 ไร่ เมื่อวันที่ 16 พ.ย. 2545 หรือจะเดินลัดเลาะไปตามเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติระยะทาง 1 ก.ม. ที่ร่มรื่นเขียวครึ้มไปด้วยพรรณไม้ป่าชายเลน สัมผัสระบบนิเวศอย่างใกล้ชิด โดยจะมีป้ายข้อมูลให้ความรู้อยู่เป็นระยะ

นอกจากนั้นในเส้นทางเดินยังมีสิ่งที่น่าสนใจคือ “ต้นโกงกางประวัติศาสตร์” หรือต้นโกงกางใบเล็กจำนวน 2 ต้น ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯและสมเด็จพระเทพฯทรงปลูก นับเป็นต้นไม้แห่งประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่ายิ่งในศูนย์แห่งนี้ ต้นโกงกางถือเป็นไม้เด่นประจำป่าชายเลน ในป่าแห่งนี้มีทั้งโกงกางใบเล็กและโกงกางใบใหญ่ นอกจากนั้นก็ยังมีต้นแสม ต้นโปรง ตาตุ่มทะเล ฯลฯ เป็นสังคมป่าชายเลนอันอุดมสมบูรณ์

บนเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ นอกจากจะได้รู้จักกับพรรณไม้ต่างๆ ในป่าชายเลนแล้ว ก็ยังจะได้เห็นสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ ที่อาศัยอยู่ในป่าชายเลน และยังเป็นตัวบ่งชี้ความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าอีกด้วย เช่น ปูก้ามดาบ หอยขี้กา กุ้งดีดขัน ที่ช่วยย่อยสลายอินทรียสารด้วยการกินใบโกงกางและพืชชนิดอื่นๆ แล้วย่อยออกมาเป็นมูล เป็นปุ๋ย ช่วยเพิ่มแร่ธาตุให้ดิน และยังช่วยในการหมุนเวียนของสารอาหารในระบบนิเวศป่าชายเลน ส่วนปลาชนิดต่างๆ ก็เป็นตัวบ่งชี้ความอุดมสมบูรณ์ด้วยเช่นกัน โดยปลาที่อาศัยอยู่ในป่าชายเลนตลอดชีวิต ตั้งแต่เป็นปลาตัวเล็กจนโตเต็มวัย ได้แก่ ปลาตีน ปลากระบอก ปลาหมอเทศ ปลาแป้นเหลืองทอง เป็นต้น นอกจากนั้นก็ยังมีนกกินเปี้ยว หรือนกกระเต็นชนิดหนึ่งที่กินปูเปี้ยวเป็นอาหาร จัดเป็นนกที่มีสีสันสวยงามที่สุดในบรรดานกป่าชายเลน

แต่ที่เป็นไฮไลท์และพลาดไม่ได้หากมาเยี่ยมเยือนศูนย์ฯ สินินาถ ก็คือการขึ้นไปชมวิวมุมสูงแบบ 360 องศา บน “หอชะคราม” หอสูงเท่าตึก 6 ชั้นที่เป็นจุดชมวิวทิวทัศน์ป่าชายเลนสิรินาถในมุมกว้างได้แบบไม่มีอะไรบดบังสายตา และในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสก็จะสามารถมองไปได้ไกลถึงปากแม่น้ำปราณบุรี อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด ศาลเจ้าแม่ทับทิมทอง ซึ่งแต่ละด้านของหอชะครามจะมีป้ายสื่อความหมายให้ข้อมูลว่าภาพเบื้องหน้าเรานั้นมีอะไรเป็นจุดสนใจบ้าง และยังมีภาพเปรียบเทียบก่อนและหลังการสร้างป่าจากนากุ้งร้างให้ชมกันด้วย

เมื่อมองจากหอชะครามลงมายังผืนป่าชายเลนเขียวขจีอุดมสมบูรณ์เบื้องล่าง นอกจากจะเกิดความสบายตาแล้ว ก็ยังอิ่มใจด้วยความรู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงตระหนักถึงความสำคัญของป่าชายเลนจนนำมาสู่ความร่วมแรงร่วมใจของทุกคนที่ร่วมกันพลิกฟื้นปลูกป่าชายเลนให้กลับมาสมบูรณ์จนทุกวันนี้

* * * * * * * * * * * * * ** * * * * ** * * * * ** * * * * ** * * * * ** * * * * ** * * * * ** * *

ศูนย์การเรียนรู้ระบบนิเวศน์ป่าชายเลนสิรินาถราชินี ตั้งอยู่ที่ตำบลปากน้ำปราณ อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สอบถามรายละเอียดโทร. 0 3263 2255

 

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

“มหัศจรรย์ป่าชายเลน สิรินาถราชินี ปากน้ำปราณ”

ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์มีโอกาสเดินทางเข้าไปเยี่ยมชม”ศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินี”ซึ่งตั้งอยู่ที่ ต.ปากน้ำปราณ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ หากเริ่มต้นเดินทางจากหัวหินใช้ถนนเพชรเกษมผ่านทางเข้าหมู่บ้านเขาเต่า  และไปเลี้ยวซ้ายบริเวณทางเข้าไปยังวนอุทยานปราณบุรี  เมื่อผ่านทางรถไฟให้เลี้ยวขวาไปตามถนนเพื่อไปยังปากน้ำปราณ ซึ่งตอนนี้มีป้ายบอกทางไปศูนย์เป็นระยะ และไม่ต้องกลัวหลงผ่าน “ตวงสุข เลคฮิลล์รีสอร์ท” ตรงไปอีกนิดเดียวจะมีป้ายบอกทางเข้าไปยัง”ศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินี”

เข้าไปด้านในสังเกตได้เลยว่าเป็นป่าชายเลนผืนใหญ่ ต้องบอกก่อนเลยว่าที่ศูนย์ฯแห่งนี้ เพิ่งเปิดมาได้ไม่นาน แต่หลังจากมีการติดป้ายบอกทางตามถนนเพชรเกษม จากกรุงเทพ-ประจวบฯและจากการประชาสัมพันธ์จากแผ่นพับ หรือการโฆษณาและจากการประชามสัมพันธ์ ของสื่อมวลชนทำให้สถานที่แห่งนี้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของ  บ้านปากน้ำปราณ ภายในเวลาอันรวดเร็ว ต้องบอกก่อนว่าครั้งแรกที่ทราบก็จากป้ายที่ติดไว้ตามรายทาง จนนำไปสู่การเดินทางเข้าไปดูและได้เห็นสิ่งดีๆที่มีคุณค่าเหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบธรรมชาติ และศึกษาถึงระบบนิเวศของป่าชายเลน ตลอดจนความเป็นมา และหากย้อนหลังไปเมื่อ10 กว่าปีที่ผ่านมาบริเวณพื้นที่ของศูนย์ฯแห่งนี้ ก็คือนากุ้งทั้งหมดปราศจากสีเขียว แต่ปัจจุบันกลายเป็นพื้นที่สีเขียว ซึ่งแน่นอนว่าคำถามที่อยากจะรู้และเป็นไปได้อย่างไร…แต่อย่าลืมไปว่าเป็นไปแล้วครับ

เรื่องที่มาที่ไปเอาเป็นว่าหากอยากรู้จริงแนะนำให้เดินทางไปดูด้วยสาตาตัวเอง จะดีกว่า แต่ตอนนี้อยากเล่าให้เห็นภาพกว้างๆว่าเข้าไปภายในจะมีอะไรให้ได้รับรู้ …เมื่อเข้าไปถึงด้านใน ก่อนอื่นต้องติดต่อเจ้าหน้าที่ของศูนย์ฯซ่ะก่อน เพื่อสอบถามข้อมูล ในการเข้าชม นอกจากนั้นหากไปเป็นหมู่คณะมีการติดต่อไว้ล่วงหน้า ก็จะมีมัคคุเทศก์ ท้องถิ่นซึ่งเป็นเยาวชนในสถานการศึกษาในพื้นที่ อ.ปราณบุรี ซึ่งผ่านการฝึกฝนทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติมาแล้ว  โดยจะสลับเปลี่ยนหมุนเวียนมาคอยให้คำแนะนำผู้ที่เข้ามาเยือน”ศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินี”

ผู้เขียนเองก็ได้มีโอกาสเรียนรู้และเที่ยวชมและได้รับการอธิบายจากน้องๆมัคคุเทศก์ ท้องถิ่น ซึ่งใช้ช่วงปิดเทอม และช่วงวันหยุดมาทำหน้าที่ ณ ผืนป่าชายเลนแห่งนี้..จุดแรกเป็นเรือนแสม อาคารสำนักงาน จุดที่สองเป็นเรือนโปรงขาว ใช้เป็นสถานที่ปฐมนิเทศ ทำกิจกรรมสันทนาการ ฯและจุดที่สีเป็น เรือนโกงกางอาคารไม้หลังใหญ่ ด้านในบอกเล่าเรื่องราว”ย้อนตำนานปราณบุรี และวิถีชุมชนปากน้ำปราณ” นำเสนอทั้งรูปของวีดีทัศน์  และภาพถ่ายประกอบ บอกถึงประวัติศาสตร์เมืองปราณบุรี ร้อยเรียงถ้อยคำผ่านคำขวัญประจำเมือง พร้อมกับสมุดบันทึกเล่มใหญ่ที่หากได้เปิดอ่านแล้วต้องทึ่ง ในส่วนจุดที่”สองครัวปากน้ำปราณ ต้นทางอาหารสร้างพลังชุมชน” จุดนี้จะทำให้ทุกคนได้เห็นถึงการนำเสนอในรูปแบบของเทคนิคเมจิกวิชั่น เล่าเรื่องถึงการพลิกฟื้นคืนชีวิตป่าชายเลนปากน้ำปราณด้วยพระบารมี และย้อนรอยประวัติศาสตร์ ครัวปากน้ำปราณกว่า 20 ปี  ซึ่งหากใครเคยไปเยือนดอยตุง ก็คงจะได้ทราบถึงการนำเสนอในรูปแบบของเทคนิคเมจิกวิชั่น  นอกจากนั้นแล้วยังมีการจัดแสดงข้ามของเครื่องใช้ในครัวเรือนในอดีต  ผ่านไปจุดที่สามเป็น”เรื่องของคนกับป่า วิถีทางแห่งการเกื้อกูล ผู้ที่ไปเยือนสามารถสัมผัสได้ถึงเครื่องมือประมงท้องถิ่นของชาวบ้านปากน้ำปราณ พร้อมร่วมผจญภัยไปกับปูก้ามดาบ เพื่อตามล่า 10 กรุสมบัติของป่าชายเลน ต่อมาเป็นจุดที่สี่ “เปิดห้องเรียนธรรมชาติ”ส่วนนี้มีหน้าต่างเปิดโล่งให้ได้สัมผัสกับกลิ่นไอของป่าชายเลน พร้อมมีกล้องส่องดูนกไว้ให้ทุกคนที่เข้าไปได้ดูนกป่าชายเลนด้วยสายตาตนเอง พร้อมกับกิจกรรมสนุกๆด้วยสื่อกล่องเสียง และบอรด์พลิกสายใยอาหาร มาถึงจุดที่ห้า”พลังไทย รวมพลังชุมชนพลิกฟื้นผืนดิน จุดนี้จะได้เรียนรู้เรื่องราวการรวมพลังของ ปตท.วนอุทยานปราณบุรี,กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ชุมชนปากน้ำปราณ ตลอดจนชุมชนโดยรอบในการพลิกฟื้นนากุ้งร้าง ให้กลับฟื้นคืนเป็นผืนป่าชายเลนอันอุดมสมบูรณ์ที่เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้

ถัดไปเป็นจุดที่เรียนรู้พิเศษ”ระเบียงชายเลน”จะมีเด็กผู้ชายนั่งถือหนังสือและนั่งมองป่าชายเลนด้านหน้า หากไม่สังเกตให้ดีก็จะไม้รู้ว่าเป็นหุ่น(นึกว่าคนจริงๆ) บริเวณนี้จะมีห่วงให้ดึง ซึ่งเมื่อออกแรงดึงด้านล่างก็จะเห็น ปูก้ามดาบ,ปลาตีน,ปูดำและงูสายรุ้ง จำลองไว้ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งมีชีวิตสำคัญในระบบนิเวศป่าชายเลน ก่อนที่จะลงไปชมสิ่งมีชีวิตของจริงในการเดินศึกษาธรรมชาติต่อไป  ถัดไปเป็นจุดที่หก”ป่าชายเลนโลก”จุดนี้จะเป็นในลักษณะเสมือนลูกโลก ซึ่งเอามาขยายและชี้ให้เห็นว่าป่าชายเลนของโลกปัจจุบันมีอยู่เท่าไหร่ อยู่ที่ไหนบ้าง ซึ่งการค้นหาคำตอบในจุดนี้ใช้ระบบไฟอิเล็กทรอนิกส์ และอินเตอร์เน็ต ถือว่าเป็นห้องสมุดไร้พรหมแดน ส่วนจุดที่แปดเป็นจุดสุดท้ายในอาคารเรือนไม้หลังนี้”ปลูกล้าก่อเกื้อ เพื่อแผ่นดิน”สำหรับจุดนี้แล้วผู้เขียนรู้สึกว่าในห้องตรงนี้มีค่ามากจริงๆเพราะมีทั้งพระบรมฉายาลักษณ์ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ นอกจากนั้นภายในห้องนี้ น้องๆมัคคุเทศก์ ยังชี้ให้ผู้เขียนได้ชื่นชมพระบารมีและพระราชกรณีกิจ ผ่านจอฉายพารานอรามาขนาดใหญ่ เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว,สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ นอกจากนั้นยังมีแผนผังจำลองของ” ”ศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินี”   ทั้งเจ็ดจุดในเรือนไม้หลังใหญ่ใช้เวลาชมและเรียนรู้ไม่นานมากนัก…..

น้องๆมัคคุเทศก์ ยังเชื้อเชิญให้ผู้เขียนได้ดื่มน้ำเย็นๆก่อนที่จะลงไปเดินศึกษาธรรมชาติป่าชายเลน เพื่อเรียนรู้และสัมผัสกับระบบนิเวศในพื้นที่จริง ซึ่งมีระยะทางประมาณ 1 กม.ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ก็ไม่อยากพลาดโอกาส …เส้นทางเดินเป็นพื้นปูนราวไม้ไผ่ลัดเลาะไปตามป่าชายเลน ช่วงนี้ตอนบ่ายน้ำจะลง จะได้แลเห็นรากของต้นโกงกาง ตลอดจนปูก้ามดาบ,ปูแสม,ปลาตีน ของจริงซึ่งอาศัยอยู่ตามพื้นดินในป่าชายเลน

น้องๆมัคคุเทศก์ เล่าในระหว่างเดินอยู่ในป่าชายเลนว่า นับเป็นระยะเวลากว่า 10 ปีแล้วที่บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ได้เข้าร่วมโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ จำนวน 1ล้านไร่ ร่วมกับประชาชนชาวไทย ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสทรงครองราชย์ปีที่ 50 ในปีพุทธศักราช 2537   และในวันที่ 16 พ.ย.2545 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ทรงเสด็จพระราชดำเนินในพิธีน้อมเกล้าฯถวายโครงการปลูกป่า 1 ล้านไร่ ณ บริเวณแปลงปลูกป่า FPT 29 และ 29/3 อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ จนทำให้บริเวณป่าชายเลนผืนนี้กลายเป็นผืนป่าประวัติศาสตร์ ที่อยู่ในความทรงจำของชาวไทย  โดยในการเสด็จฯครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า”ปลูกป่าแล้วต้องให้ชาวบ้าน ประชาชน ได้ใช้ประโยชน์ด้วย” นอกจากนั้นแล้วเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2547 บริษัท ปตท.(มหาชน)นำเรื่องการพัฒนาพื้นที่ฯเพื่อเป็นศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลน ขึ้นทูลเกล้าฯขอพระราชทานชื่อของศูนย์ฯจากสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และได้รับพระราชทานชื่อในวันที่ 20 ก.ค.2547ว่า” ศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินี”ผู้เขียนได้รับทราบข้อมูลจากน้องๆมัคคุเทศก์ ที่เล่าจนมีความรู้สึกว่า”ผืนป่าชายเลน แห่งนี้ช่างมหัศจรรย์จริงๆ”

และแต่ละจุดก็จะมีป้ายสื่อความหมาย บอกถึงชื่อต้นไม้ชนิดต่างๆที่อยู่ในป่าชายเลนผืนนี้  ซึ่งบรรยากาศด้านในไม่ต้อวงพูดถึง ร่วมไปด้วยเงาไม้ในป่าชายเลนที่พุ่งชะลูดโผล่ขึ้นไปรับแสงแดด  ผู้เขียนเดินไปก็เก็บภาพและฟังน้องๆมัคคุเทศก์ เล่าเรื่องราวและประโยชน์ของป่าชายเลน ในขณะเดียวกันก็ยังได้เห็นนักท่องเที่ยวต่างพาลูกหลาน เข้ามาเดินชมป่าชายเลนด้านใน โดยในแต่ละกลุ่มก็จะมี มัคคุเทศก์ เป็นผู้พาชม ไม่เพียงแต่การชมป่าชายเลนยังได้มีโอกาสพบเห็นประตูระบายน้ำเมื่อครั้งเป็นนากุ้งยังคงหลงเหลือให้เห็นอยู่ ซึ่งก็ทราบว่าเป็นความต้องการ เพื่อให้ผู้ที่มาเยือนได้เห็นและเรียนรู้เรื่องจริงๆว่า ที่เราเดินชมอยู่เมื่อย้อนหลังไป 10 ปีที่แล้วก็คือนากุ้ง ใช้เวลาไม่นานมากนักก็เห็นหอสูง ซึ่งน้องๆมัคคุเทศก์ อธิบายว่าเป็นจุดชมวิวที่สูงเท่ากับตึกถึง 6 ชั้น ด้านบนจะมองเห็นทัศนียภาพโดยรอบของป่าชายเลนผืนนี้   ผู้เขียนไม่รอรีพากันเดินขึ้นบันไดกว่าจึงชั้นบนสุดนับแล้วประมาณ 120 กว่าขั้น ขึ้นไปแล้วหายเหนื่อยจริงๆเพราะข้างบนอากาศค่อนข้างสบาย และยังทอดสายตามองเห็นสภาพป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์ของปากน้ำปราณ  ได้โดยรอบอีกด้วย จุดนี้ต้องบอกว่าผู้ที่ไปเยือนอย่าลืมพกกล้องติดตัวไปด้วย

.ว่าแล้วก็เก็บบันทึกภาพในมุมต่างๆบนจุดชมวิวจนเพียงพอแล้วจึงกลับลงมา และเดินออกมาด้านนอก บริเวณด้านหน้าเรือนโกงกางเป็นเตาสาธิตการผลิตถ่านและนำส้มควันไม้ ซึ่งมีการนำเสนอในเรื่องของขั้นตอนการเผาถ่านไม้โกงกาง และวิธีการเก็บน้ำส้มควันไม้….นี่ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งซึ่งที่ได้มีโอกาสไปเยือน  และเก็บมาเล่าเรื่องราวบอกต่อให้ทุกคนได้ทราบถึงข้อมูล ”ศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินี” สำหรับผู้สนใจเดินทางท่องเที่ยว สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  032-632255 (อ้อ ต้องย้ำนิดว่าป่าชายเลนมีประโยชน์มหาศาลทีเดียวครับ)

ที่มา : จากบล็อก โอเคเนชั่น …

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น